คู่มือการใช้งาน KC Moodle

  1. การตั้งค่าส่วนตัว
    1. การแก้ไขโปรไฟล์ส่วนตัว
    2. การลงทะเบียนเพื่อใช้งานร่วมกับ CMU Office365
    3. การขอเปิดกระบวนวิชาผ่านระบบ (Request a course)
  2. กระบวนวิชา
    1. การตั้งค่ากระบวนวิชา (Edit course settings)
    2. การตั้งค่าทั่วไป (General Settings)
  3. ส่วนของเนื้อหา
    1. การใช้ Book เพื่อเขียนเนื้อหาปริมาณมาก
    2. การ Upload ไฟล์
    3. การสร้าง Folder รวมไฟล์เอกสารทั้งหมด
    4. การใช้ Page เพื่อเขียนเนื้อหา
    5. การสร้างลิงค์โดยใช้ URL
  4. การเช็คชื่อนักศึกษา (Attennce)
    1. การสร้าง Attendance
    2. การใช้ Attendance เพื่อเช็คชื่อ โดยนักศึกษา
    3. การแสดงผล
  5. การมอบหมายงาน (Assignment)
    1. การตั้งเวลาส่งงาน
    2. วิธีกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน
    3. ทดลองทำ Assignment ในสถานะผู้เรียน
    4. การตรวจให้คะแนน
  6. การสร้างแบบทดสอบ (Quiz)
    1. การเตรียมแบบทดสอบ
    2. การตั้งค่าแบบทดสอบ (Quiz settings)
    3. วิธีสร้างคำถามและกำหนดคะแนน
      1. แบบปรนัย (Multiple Choice)
      2. แบบจับคู่ (Matching)
      3. แบบเติมคำ (Short Answer)
      4. แบบเรียงความ (Essay)
    4. วิธีสร้างหมวดหมู่ของคำถาม และการนำไปใช้ (Question categories)
    5. การ Random คำถามจากคลังคำถาม
    6. การนำเข้าข้อสอบเป็นชุด โดยใช้ Aiken format
    7. การดูตัวอย่างก่อนเปิดใช้งานจริง (Preview Quiz)
    8. การเข้าดูรายงานผลของแบบทดสอบ (Quiz reports)
  7. การมีส่วนร่วมของผู้เรียน (Collaboration)
    1. การใช้กระดานสนทนา (Forum)
    2. การตั้งกระทู้ถาม-ตอบ (Q&A discussion)
  8. คะแนนและการรายงาน
    1. การแก้ไขคะแนน
    2. การ export คะแนนไปยัง Excel
    3. การ import คะแนน
  9. รายงานติดตามผล
    1. การเข้าดูรายงานการทำกิจกรรม
    2. การกำหนดเงื่อนไขในการสำเร็จกระบวนวิชา (Course completion settings)
    3. การเข้าดูสถิติของกระบวนวิชา

1.การตั้งค่าส่วนตัว #

สำหรับจัดการแก้ไขข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน อาทิเช่น ชื่อ-นามสกุล อีเมล เป็นต้น

1.1.การแก้ไขโปรไฟล์ส่วนตัว #

สำหรับจัดการแก้ไขข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน อาทิเช่น ชื่อ-นามสกุล อีเมล เป็นต้น

1.เข้าเมนูโดยคลิกชื่อตนเองมุมขวามือบน โดยเข้าที่เมนู “Profile”

2.จากนั้นเลื่อนลงมา คลิกที่ลิงค์ “Edit profile”

3.สามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลส่วนตัว และสามารถเพิ่มรูปภาพได้ ในส่วนของ “User picture”

1.2.การลงทะเบียนเพื่อใช้งานร่วมกับ CMU Office365 #

เพื่ออำนวยความสะดวก ในการเข้าใช้งานโปรแกรมที่มีอยู่ใน Office365 อาทิเช่น อีเมล, Forms, Microsoft Teams, Sways, Calendar เป็นต้น ให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพียงแค่คลิกเดียวเท่านั้นหลัง

จากทำการ login เข้าสู่ระบบ e-Learning เรียบร้อยแล้ว

  • กรณีที่ผู้ใช้งานทำการเชื่อมต่อ CMU Office365 แล้ว ที่หน้าแรก (Dashboard) กล่องด้านขวามือของเว็บไซต์ จะแสดงหน้าจอดังต่อไปนี้

  • กรณีที่ผู้ใช้ไม่เคยเชื่อมต่อลิงค์มาก่อน ที่หน้าแรก (Dashboard) กล่องด้านขวามือของหน้าเว็บไซต์ CMU e-Learning จะแสดงหน้าจอดังต่อไปนี้
  • สำหรับผู้ใช้งานที่ไม่เคยเชื่อมต่อลิงค์มาก่อน ผู้ใช้งานสามารถทำการเชื่อมต่อได้ดังต่อไปนี้

1.คลิกที่ลิงค์ “Log in to Office 365”

2.หน้าจอต่อไปจะเป็นการยืนยันการแสดงตัวตนของ CMU Account ของตัวผู้ใช้เอง โดยให้ผู้ใช้งานใส่ อีเมล @cmu.ac.th และ ใส่ password ในหน้าต่อไป

3.จากนั้น กล่องด้านขวามือของหน้าจอจะแสดงสถานะการเชื่อมต่อว่า ได้ทำการเชื่อมต่อกับ CMU Office365 เรียบร้อยแล้ว

4.เมื่อคลิกที่เมนู Dashboard ด้านบนซ้ายมือ เพื่อกลับไปที่หน้าแรกแล้ว ด้านขวามือของหน้าจอ จะแสดงกล่องที่มีโปรแกรมต่าง ๆ ของ CMU Office365 อยู่ให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใช้โปรแกรมได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องทำการ login เข้าสู่ระบบใหม่อีกครั้ง ดังรูปภาพนี้

1.3.การขอเปิดกระบวนวิชาผ่านระบบ (Request a course) #

หลังจาก Log in เข้าระบบ ผู้ใช้จะเข้าสู่หน้า Dashboard ซึ่งในหน้านี้จะมีเมนูสำหรับขอเปิดกระบวนวิชาอยู่ 2 ตำแหน่งด้วยกัน ซึ่งผู้สอนที่สนใจจะเปิดกระบวนวิชาในระบบสามารถขอเปิดวิชาได้เอง

ตำแหน่งของเมนูขอเปิดกระบวนวิชาผ่านระบบ (Request a course) มีดังนี้

ขั้นตอนการขอเปิดกระบวนวิชา

1.คลิ๊กที่เมนู “Request a course” หรือ “ขอเปิดกระบวนวิชา” จะเข้าสู่หน้าสร้างกระบวนวิชา

2.ข้อมูลของรายวิชา ขอความร่วมมือผู้สอนกรอกข้อมูลตามรูปแบบต่อไปนี้

3.section หากไม่ต่อเนื่องกันใช้เครื่องหมาย “,” คั่น เช่น sec.001,007 และวิชาที่ทุก section ใช้วิชาออนไลน์ร่วมกัน หรือ วิชาที่มี section เดียว สามารถเว้นในส่วนของ section ได้

 

 

คำขอเปิดกระบวนวิชาจะถูกยกเลิก โดยมีเงื่อนไขต่อไปนี้..

 1.เจ้าหน้าที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ขอเปิดกระบวนวิชาได้

 2.เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ร้องขอ มีส่วนร่วมกับการเปิดกระบวนวิชา

 3.เจ้าหน้าที่ไม่พบวิชาที่ทำการขอเปิดในระบบของสำนักทะเบียน เว้นแต่จะเป็นกระบวนวิชาที่ขอเปิดในกรณีพิเศษ

2.กระบวนวิชา #

ผู้สอนสามารถใช้การตั้งค่าเหล่านี้ ในการอัฟเดตหรือปรับปรุงกระบวนวิชาของตัวเองได้

2.1.การตั้งค่ากระบวนวิชา (Edit course settings) #

ผู้สอนสามารถในการตั้งค่าเหล่านี้ ในการอัฟเดตหรือปรับปรุงกระบวนวิชาของตัวเองได้

ซึ่งมีขั้นตอนการเข้าไปตั้งค่าดังนี้

1.จากหน้าหลักของกระบวนวิชา ให้คลิ๊กที่ไอค่อนฟันเฟือง (Actions)
2.เลือกเมนู “Edit settings”
3.ทำการปรับปรุงแก้ไขการตั้งค่าต่างๆ ให้สำเร็จ
4.คลิ๊ก “Save and display” เพื่อบันทึกการตั้งค่า

เมนูที่ผู้สอนมักจะทำการแก้ไข

1.Course visibility (Show/Hide) : เป็นเมนูควบคุมการมองเห็นรายวิชาของผู้เรียน หาก ผู้สอนต้องการซ่อนกระบวนวิชาก็สามารถทำได้โดยเปลี่ยนสถานะเป็น Hide ผู้เรียนทั้งภายในและภายนอกกระบวนวิชาจะมองไม่เห็น หรือค้นหากระบวนวิชาดังกล่าวไม่พบ
2.Course start/end date : กำหนดวัน/เวลาเปิดปิด โดยจะมีผลกับการแบ่งปีการศึกษาที่ปรากฏในหน้าของ Dashboard
3.Course summary : เพิ่มเติมรายละเอียดของกระบวนวิชา
4.Course summary files : ผู้สอนสามารถเพิ่มรูปปะหน้าวิชา และเป็น background ของกระบวนวิชานั้นด้วย
5.Course format : เค้าโครงหน้าตาของกระบวนวิชา ซึ่งมีรูปแบบต่างๆ

รูปแบบกระบวนวิชา (Course format) มีอยู่หลายแบบ ที่นิยมใช้กันมากที่สุดมี 4 แบบดังนี้

1. แบบหัวข้อ (Topics format)

หัวข้อแต่ละหัวข้อประกอบด้วยกิจกรรมและเนื้อหาที่ผู้สอนเป็นผู้กำหนดการใช้งานเอง

2. แบบรายสัปดาห์และแบบช่วงเวลา (Weekly/Periods format)

การจัดสัปดาห์โดยผู้สอนจะต้องกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดที่ชัดเจน โดยทางระบบจะสร้างหัวข้อสำหรับแต่ละช่วงเวลา ผู้สอนสามารถเพิ่มเนื้อหาหรือกิจกรรมอื่น ๆ ได้ในส่วนของแต่ละช่วงเวลา โดยผู้สอนสามารถตั้งค่าให้เนื้อหาหรือกิจกรรมในช่วงเวลาอื่นๆ ถูกซ่อนไว้จนกว่าจะถึงเวลาใช้งานจริงได้

3. แบบย่อ (Collapsed topics)

มีรูปแบบจะคล้ายกับแบบหัวข้อ แต่สามารถเปิดและปิด ‘toggled’ หัวข้อได้ ซึ่งจะช่วยลดความยุ่งเหยิงในหน้ากระบวนวิชาที่มีหัวข้อจำนวนหรือเนื้อหาจำนวนมาก

4. แบบตารางและแบบแยกหัวข้อ (Gird/Buttons course format)

รูปแบบตารางเป็นรูปแบบโมดูลและรูปแบบภาพ ซ่อนหัวข้อทั้งหมดและสร้างตารางของไอคอน (หนึ่งภาพสำหรับแต่ละหัวข้อ) ใช้ชื่อหัวข้อสั้น ๆ ใช้การคลิกที่ไอคอนเพื่อแสดงเนื้อหาเป็นการแสดงผลสไตล์ “Lightbox”

5. แบบโซเชียลและแบบกิจกรรมเดี่ยว (Social format)

จะเป็นหน้าเว็บบอร์ดที่สามารถใช้ในการตั้งกระทู้-ตอบคำถาม เพื่อตอบโต้ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน

 

 

 

 

 

 

2.2.การตั้งค่าทั่วไป (General Settings) #

คลิ๊กที่เมนู “Turn editing on” ก่อนทำการตั้งค่า

การแก้ไขชื่อหัวข้อ (Edit topic/title name)

1.คลิกที่ไอค่อน “รูปดินสอ” ที่หัวข้อที่ต้องการแก้ไข
2.พิมพ์ข้อความที่ต้องการแก้ไขลงไป
3.กดปุ่ม “Enter” เพื่อยืนยันการแก้ไข

 

การซ่อนและแสดงเนื้อหา (Hide/Show)

1.คลิกที่เมนู “Edit” ด้านท้ายรายการเนื้อหา
2.คลิกที่เมนู “Hide” หรือที่ไอค่อนรูปตา เพื่อทำการ “ซ่อน” เนื้อหา/ หรือ คลิ๊กที่เมนู “Show” เพื่อทำการ “แสดง”เนื้อหา

การจัดย่อหน้าของรายการเนื้อหา (Move right/left)

1.คลิกที่เมนู “Edit” ด้านท้ายรายการเนื้อหา
2.คลิกที่เมนู “Move right” หรือที่ไอค่อนลูกศร เพื่อทำการเลื่อนย่อหน้า “ไปทางขวา”/ หรือ คลิ๊กที่เมนู “Move left” เพื่อทำการเลื่อนย่อหน้า “ไปทางซ้าย”เนื้อหา

การย้ายตำแหน่งรายการเนื้อหา (Move)

1.คลิกที่ไอค่อน “ลูกศรสี่ทิศ” ที่หัวข้อที่ต้องการย้ายตำแหน่ง
2.ใช้ลากหัวข้อไปยังตำแหน่งที่ต้องการแล้วปล่อย

การกำหนดช่วงเวลาการเข้าถึงเนื้อหา (Date/Time restriction)

1.คลิกที่เมนู “Edit” ด้านท้ายรายการเนื้อหา
2.คลิกที่เมนู “Edit settings”
3.เลื่อนลงมาเลือกที่เมนู “Restrict access”
4.คลิกที่ปุ่ม “Add restriction…”
5.คลิกที่ปุ่ม “Date”
6.กำหนดช่วงเวลาการเข้าถึงเนื้อหา
7.คลิกปุ่ม “Save and return to course” หรือ “Save and display”

3.ส่วนของเนื้อหา #

3.1.การใช้ Book เพื่อเขียนเนื้อหาปริมาณมาก #

คลิ๊กที่เมนู “Turn editing on” ก่อนทำการตั้งค่า

ในส่วนของการสร้าง Book จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนหลักๆดังนี้

ส่วนที่1 การสร้าง book ในส่วนนี้จะเป็นการสร้างเล่มหนังสือขึ้นมา มีขั้นตอนดังนี้

1.คลิกเมนู “Add an activity or resource” ของ Topic ที่ต้องการ Add Book
2.เลือก Activity ที่ชื่อ “Book” แล้วกด “Add”
3.พิมพ์ข้อความที่ต้องการในช่องหัวข้อ “Name” ในส่วนนี้จะเป็นส่วนของชื่อ book ที่จะแสดงใน Topic ที่ Add
4.กด “Save and return to course”

ส่วนที่2 การสร้างเนื้อหาในหนังสือที่สร้างขึ้นมา ในส่วนนี้จะเป็นการเพิ่มเนื้อหาภายใน book มีขั้นตอนดังนี้

1.คลิกชื่อ “Book” ที่ต้องการเพิ่มเนื้อหา
2.พิมพ์ข้อความที่ต้องการในช่องหัวข้อ “Chapter title” ในส่วนนี้จะเป็นส่วนของชื่อหัวข้อใน book ที่จะแสดงออกมาเป็นสารบัญด้านขวามือ
3.พิมพ์ข้อความที่ต้องการในช่องหัวข้อ “Content” ในส่วนนี้จะเป็นส่วนของเนื้อหาภายในหัวข้อนั้นๆ
4.กด “Save changes”

สามารถ แก้ไข ลบ ซ่อน เพิ่มเนื้อหาใน book ได้โดยใช้เครื่องดังรูป

3.2.การ Upload ไฟล์ #

เป็นการ Upload ไฟล์เอกสารต่างๆ ขึ้นแสดงหน้าเว็บ เพื่อให้ผู้ใช้งาน Download เอกสารไปใช้งาน และอธิบายวิธีการจัดกลุ่ม file โดยใช้ Folder เป็นต้น

การ Upload ไฟล์เอกสาร (เช่น pdf, powerpoint, ms word, ฯลฯ)

เป็นการเลือกอัพโหลดไฟล์ต่าง ๆ อาทิเช่น ไฟล์ pdf, powerpoint, ms word, รูปาภาพ โดยใช้เมนู File สามารถนำไฟล์เอกสารประกอบการเรียน อัพโหลดขึ้นเว็บไซต์เพื่อให้นักศึกษาดาวน์โหลดได้ แต่แหล่งข้อมูลแบบไฟล์นั้นจะสามารถอัพโหลดและแสดงขัอมูลได้ทีละ 1 ไฟล์เท่านั้น ดังนี้

คลิ๊กที่เมนู “Turn editing on” ก่อนทำการตั้งค่า

 

1.ใส่ชื่อเอกสาร และคำอธิบาย

2.เลือกไฟล์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนนี้เป็นการเลือกอัพโหลดไฟล์ 1 ไฟล์เข้ามา ต้องมีขนาดไฟล์ไม่เกิน 150 MB ต่อ 1 ไฟล์

3.ในส่วนของ Appearance เป็นการตั้งค่าของ การแสดงผล

 

 

3.3.การสร้าง Folder รวมไฟล์เอกสารทั้งหมด #

การสร้าง folder เป็นการสร้างเพื่อรวบรวมไฟล์เอกสารให้อยู่ในรูปของ folder ให้เป็นหมวดหมู่ง่ายต่อการดาวน์โหลดไฟล์

คลิ๊กที่เมนู “Turn editing on” ก่อนทำการตั้งค่า

1.คลิกเมนู “Add an activity or resource” ล่างTopic ที่ต้องการ Add
2.เลือก Activity ที่ชื่อ”Floder” ที่อยู่ด้านล่างและกด “Add”
3.พิมพ์ข้อความที่ต้องการในช่องหัวข้อ “Name” ในส่วนนี้จะเป็นส่วนของชื่อ floder ที่จะแสดงใน Topic ที่ Add
4.เลือกไฟล์เอกสารที่ต้องการเพิ่ม
5.กด “Save and return to course”

3.4.การใช้ Page เพื่อเขียนเนื้อหา #

คลิ๊กที่เมนู “Turn editing on” ก่อนทำการตั้งค่า

1.คลิกเมนู “Add an activity or resource”ของ Topic ที่ต้องการ Add Page
2.เลือก Activity ที่ชื่อ” Page” และกด “Add”
3.พิมพ์ข้อความที่ต้องการในช่องหัวข้อ “Name” ในส่วนนี้จะเป็นส่วนของชื่อ Page ที่จะแสดงใน Topic ที่ Add
4.พิมพ์ข้อความที่ต้องการในช่องหัวข้อ “Content” ในส่วนนี้จะเป็นส่วนของเนื้อหาที่จะแสดงภายใน Page
5.กด “Save and return to course”

3.5.การสร้างลิงค์โดยใช้ URL #

คลิ๊กที่เมนู “Turn editing on” ก่อนทำการตั้งค่า

1.คลิกเมนู “Add an activity or resource”ของ Topic ที่ต้องการ Add URL
2.เลือก Activity ที่ชื่อ”URL” และกด “Add”
3.พิมพ์ข้อความที่ต้องการในช่องหัวข้อ “Name” ในส่วนนี้จะเป็นส่วนของชื่อ URL ที่จะแสดงใน Topic ที่ Add
4.พิมพ์ลิงค์ที่ต้องการในช่องหัวข้อ “External URL” ในส่วนนี้จะเป็นส่วนของลิงค์ที่ต้องการ
5.กด “Save and return to course”

 

4.การเช็คชื่อนักศึกษา (Attennce) #

4.1.การสร้าง Attendance #

1.สร้าง Activity “Attendance”


2.ไปส่วนการตั้งค่า เพื่อกำหนดค่าต่างๆดังนี้

Name = ชื่อของ Attendance สามารถแก้ไขได้

Description = คำอธิบายที่จะแสดงในหน้าแรก

ในส่วนของ Grade เป็นส่วนการให้คะแนน

Maximun grade = คะแนนเต็มของกิจกรรม Attendance

หลังจากกดปุ่ม “Save and display” จะปรากฎหน้าให้ตั้งค่า ให้ไปที่แถบ “Add session” เพื่อกำหนดวันและเวลาที่ต้องการให้นักศึกษาเข้ามาเช็คชื่อ

Date = กำหนดวันที่ที่ต้องการให้นักศึกษาเข้ามาเช็คชื่อ

Time from = กำหนดเวลาที่ให้เช็คชื่อ หากนักศึกษาเข้ามาเช็คสายกว่าเวลาที่กำหนด ระบบจะขึ้นสถานะว่า ขาด ให้อัตโนมัติ

หากต้องการให้ระบบสร้างให้มีการเพิ่ม sessions อัตโนมัติก็สามารถกดที่ “Repeat the session above as follows”

Repeat on = วันที่ที่ต้องการให้สร้างซ้ำ

Repeat every = กำหนดให้ทำซ้ำทุกกี่สัปดาห์

Repeat until = ให้เพิ่ม session ซ้ำจนถึงวันที่เท่าไหร่

ในส่วนนี้เป็นการเพิ่มให้นักศึกษาสามารถเข้ามากด Submit ได้ด้วยตนเองได้

4.2.การใช้ Attendance เพื่อเช็คชื่อ โดยนักศึกษา #

หลังจากที่นักศึกษาเข้าสู่ระบบ จากนั้นเข้าสู่กระบวนวิชา และเข้าไปที่กิจกรรม Attendance ที่อาจารย์ประจำวิชาสร้างไว้

นักศึกษาจะพบกับหน้าให้กดปุ่ม “Submit attendance” ดังรูปต่อไปนี้

4.3.การแสดงผล #

หลังจากนักศึกษาได้ทำการ submit attendance เข้ามาแล้ว อาจารย์สามารถที่จะดูรายงานผลได้ โดยไปที่แถบ  “Report”

เพื่อทำการส่งข้อความหานักศึกษาได้โดยเลือกรายชื่อแล้วทำการกดปุ่ม “Send a message”

นอกจากนี้ยังสามารถดาวน์โหลดข้อมูล การเช็คชื่อมาสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ โดยไปที่แถบ “Export” แล้วเลือก Format เพื่อทำการดาวน์โหลดดังรูปต่อไปนี้

5.การมอบหมายงาน (Assignment) #

5.1.การตั้งเวลาส่งงาน #

เริ่มต้นด้วยการสร้าง Assignment โดยการเริ่มคลิ๊กที่ Add an activity or resource

หลังจากที่ทำการสร้าง Assignment จะต้องทำการตั้งค่าต่าง ๆ โดยจะประกอบด้วย

Assignment name = การตั้งชื่อให้กับ Assignment

Description = รายละเอียดของ Assignment เช่น คำอธิบายของ Assignment ที่ต้องการให้ผู้เรียนทำ

Additional files = หากมีไฟล์แนบเพื่อประกอบกับ Assignment ผู้สอนสามารถแนบเพิ่มเติมได้

ส่วนที่สำคัญคือ การตั้งเวลาส่งงาน (Abailability)

Allow submissions from = การกำหนดวันที่ให้ผู้เรียนสามารถเริ่มส่ง Assignment นี้ได้

Due date = การกำหนดวันของการส่ง Assignment (แต่ผู้เรียนจะยังสามารถส่ง Assignment นี้ได้ หากผู้สอนไม่ต้องการให้ผู้เรียนสามารถส่งหลังกำหนดได้ ต้อง Enable ในส่วนของ Cut-off date แทน)

Cut-off date = การกำหนดวันสุดท้ายของการส่ง Assignment โดยผู้เรียนจะไม่สามารถส่งได้หลังจากวันที่กำหนด

Remind me to grade by = การกำหนดแจ้งเตือนผู้สอนในทำการตรวจและให้คะแนนกับ Assignment ที่ส่งมาโดยผู้เรียน

การกำหนดวิธีการส่ง Assignment (Submission types)

Submission types = ผู้สอนสามารถกำหนดประเภทของการส่งได้ File submissions คือการส่งแบบอัพโหลดไฟล์ Online text คือการส่งโดยใช้ Text Box ผ่านระบบ

Maximum number of uploaded files = จำนวนไฟล์ที่อนุญาตให้ผู้เรียนสามารถอัพโหลดขึ้นสู่ระบบได้

Maximum submission size = ขนาดของไฟล์ที่อนุญาตให้ผู้เรียนสามารถทำการส่งได้

Accepted file types = ประเภทของไฟล์ที่กำหนดในการส่งใน Assignment

Word limit = จำนวนคำที่อนุญาตให้ผู้เรียนเขียนลงไปใน Text Box ได้ (กรณีเลือก Online text)

การให้ผลป้อนกลับ (Feedback types)

ประเภทของการให้ผลการป้อนกลับมีอยู่ 4 แบบได้แก่

Feedback Comment = ผู้สอนสามารถเขียนตอบกลับในลักษณะ Comment กลับไปให้กับผู้ส่ง

Annotate PDF = ผู้สอนสามารถทำการ Feedback ลงไปยัง Assignment ของผู้เรียนได้ในลักษณะการเขียน การวาดหรือวงทับลงไปได้ในรูปแบบ PDF

Feedback files = ผู้สอนสามารถส่ง Feedback ให้กับผู้เรียนได้ในลักษณะของไฟล์ เช่นการบันทึกเสียง

Offline grading worksheet = การให้คะแนนในรูปแบบของการดาวน์โหลด Assignment ของผู้เรียนมาทำบนเครื่องคอมพิวเตอร์และอัพโหลดกลับไป

การตั้งค่าการส่งงาน (Submission settings)

Require students to click the submit button = หากตั้งค่าเป็น No ผู้เรียนสามารถทำการส่ง Assignment นั้นเป็นในรูปแบบ Draft ได้ แต่หากเลือก Yes ผู้เรียนจะต้องทำการกดปุ่ม Submit เพื่อเป็นการยืนยันการส่งและจะไม่สามารถแก้ไขได้

Require that students accept the submission statement = เป็นการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เรียนต้องทำการยอมรับเงื่อนไขในการส่ง

Attempts reopened = กำหนดรูปแบบการส่ง Assigment หากเลือก Never หมายความว่า Assignment จะไม่สามารถทำการเปิดเพื่อให้ส่งใหม่ได้อีก หากเลือก Manually ผู้สอนจะสามารถกำหนดให้สามารถส่งใหม่ได้อีก และ Automatically until pass คือการกำหนดให้ผู้เรียนสามารถส่ง Assignment ได้จนกว่าคะแนนจะผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยส่วนนี้จะกำหนดใน Grade

Maximum attempts = จำนวนครั้งที่สามารถส่งได้

การตั้งค่าการส่งแบบกลุ่ม (Group submission settings)

การกำหนดการส่งแบบกลุ่ม หากเลือก Yes จะเป็นการกำหนดให้ส่งงานแบบกลุ่มตามที่ตั้งกลุ่มของผู้เรียนไว้ โดยจะปรากฏตัวเลือกขึ้นมาอีกได้แก่

Require group to make submission = หากเลือก Yes ผู้เรียนที่ไม่อยู่ในกลุ่มจะไม่สามารถทำการส่งงานได้

Require all group members submit = หากเลือก Yes ผู้เรียนทุกคนที่อยู่ในกลุ่มต้องทำการกดปุ่ม Submit จึงจะสามารถส่ง Assignment ได้ (ต้องทำการเลือก Require students to click the submit button เป็น Yes ก่อนจึงจะทำการเลือกในข้อนี้ได้)

Grouping for student groups =เป็นการกำหนดให้ทำเฉพาะกลุ่ม หากเลือก None จะเป็นการกำหนดให้ทุกกลุ่มที่ตั้งค่าไว้ทำ

การตั้งค่าการแจ้งเตือน (Notifications)

Notify graders about submissions = แจ้งเตือนผู้สอนทางอีเมล์เมื่อมีการส่ง Assignment เข้ามา

Notify graders about late submissions = แจ้งเตือนผู้สอนทางอีเมล์เมื่อมีการส่ง Assignment ที่เกินเวลา

Default setting for “Notify students” = การแจ้งเตือนให้กับผู้เรียน

 

 

 

5.2.วิธีกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน #

Grade = รูปแบบของเกณฑ์การให้คะแนน โดยแบ่ง Type ออกเป็น Scale (การให้คะแนนแบบช่วง) และ Point (แบบกำหนดแต้ม) ซึ่งหากเลือกแบบ Point จะต้องกำหนดค่าคะแนนสูงสุด (Mzximum grade)

Grading method = การกำหนดวิธีการให้คะแนน ประกอบด้วย Simple direct grading การให้คะแนนแบบผู้สอนเป็นคนกรอกคะแนนเข้าไปโดยตรง Marking guide คือการกำหนดการให้คะแนนแบบตามวัตถุประสงค์เช่นหากผู้เรียนสามารถทำได้ตามที่กำหนดจะได้คะแนนเฉพาะส่วนที่ผ่าน และ Rubric การให้คะแนนแบบกำหนดที่คล้ายกับแบบ Marking guide ซึ่งเป็นการให้คะแนนตามวัตถุประสงค์เช่นกัน

Grading category = การกำหนดค่าให้คะแนนนำไปคำนวณต่อใน Grade book

Grade to pass = กำหนดคะแนนที่ผ่าน

Blind marking = การให้คะแนนโดยไม่ต้องระบุตัวตนว่าผู้เรียนคนใดส่งมา

Use marking workflow = เป็นการกำหนดขั้นตอนของการให้คะแนนซึ่งจะต้องทำตามที่ระบบกำหนด

Use marking allocation = เป็นการกำหนดให้ผู้เรียนที่ผู้สอนเลือกสามารถเป็นผู้ให้คะแนนได้ (ต้อง เลือก Use marking workflow เป็น Yes)

 

5.3.ทดลองทำ Assignment ในสถานะผู้เรียน #

ผู้สอนสามารถเปลี่ยนสถานะตนเองเป็นผู้เรียนได้โดยการคลิกที่ Profile ของตนเองแล้วทำการเลือก Switch role to และเลือกเป็น Student

หลังจากนั้นเข้าไปทดสอบส่งการบ้านที่ตั้งไว้ โดยกดที่ปุ่ม “Add submission”

สามารถเลือกไฟล์ได้ 2 ที่ คือ

1.คลิกจากรูปไฟล์ เพื่อเลือกไฟล์จากพาธในเครื่องคอมพิวเตอร์

2. ลากไฟล์วางในเส้นประสีแดง

หลังจากส่งไฟล์แล้ว สามารถแก้ไขไฟล์ได้ 

 

5.4.การตรวจให้คะแนน #

เมื่อต้องการตรวจให้คะแนน หลังจากครบกำหนดการส่งงานผู้สอนสามารถเข้าไปให้คะแนนได้โดยการคลิกที่ Assignment นั้น โดยจะปรากฏหน้าจอขึ้นดังภาพ

ผู้สอนสามารถเลือก View all submissions เพื่อทำการดูสถานะในภาพรวมของการส่งงานของผู้เรียนและเลือกให้คะแนนตามที่ต้องการได้ หรือเลือก Grade เพื่อให้คะแนนเรียงตามรายชื่อผู้ที่ส่ง Assignment มาในระบบ

หากเลือก Grade จะเข้าสู่หน้าจอเพื่อทำการตรวจ Assigment ที่ผู้เรียนส่งมา โดยให้ทำการกรอกคะแนนและกดปุ่ม Save changes เพื่อบันทึกค่าต่าง ๆ หรือกด Save and show next เพื่อทำการตรวจงานของผู้เรียนคนต่อไป

6.การสร้างแบบทดสอบ (Quiz) #

Quiz คือหนึ่งในวิธีการทดสอบความรู้ของผู้เรียน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ เพื่อการเรียนรู้ และเพื่อการทดสอบ

Formative Quiz หรือ ทำ Quiz เพื่อการเรียนรู้

โดยมีเป้าหมาย คือ การตรวจสอบการเรียนรู้ของผู้เรียน ประกอบกับการนำผลลัพธ์จากการทดสอบมาประเมิน เพื่อให้ผู้สอนได้นำมาวิเคราะห์เพื่อหาคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะกลับไปยังผู้เรียน เพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

1.ช่วยให้ผู้เรียนรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตน และกำหนดเป้าหมายในส่วนที่ต้องเน้น

2.ช่วยผู้สอนได้รับรู้ส่วนที่ผู้เรียนกำลังมีปัญหา เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกจุด

รูปแบบของ Formative Quiz โดยทั่วไปจะไม่มีการเก็บคะแนนหรือมีคะแนนน้อย เน้นผลลัพธ์จากการเรียนรู้ผู้เรียนเป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น

1.ให้เหตุผลหรือข้อเสนอแนะระหว่างที่ผู้เรียนกำลังทำแบบทดสอบวัดความรู้

2.ให้ผู้เรียนวาด หรือแสดงแนวคิดเพื่อแสดงความเข้าใจในหัวข้อที่อาจารย์ได้สอน

3.ให้เขียนคำจำกัดความเพียงหนึ่งหรือสองประโยค เพื่อระบุประเด็นหลักของการบรรยาย

4.ส่งบทคัดย่องานวิจัย เพื่อรับข้อเสนอแนะในช่วงต้น

Summative Quiz หรือ ทำ Quiz เพื่อการประเมินผล

โดยมีเป้าหมาย คือ ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน โดยการเปรียบเทียบกับมาตรฐานหรือเกณฑ์มาตรฐานบางอย่าง

รูปแบบของ Summative Quiz ค่อนข้างจะชัดเจนคือการเก็บและวัดผลคะแนนในขั้นตอนสุดท้ายของเนื้อหา

6.1.การเตรียมแบบทดสอบ #

1.คลิกที่เมนู “Add an activity or resource” แล้วเลือกที่ “Quiz”
2.คลิกปุ่ม “Add” เพื่อเพิ่มแบบทดสอบ

6.2.การตั้งค่าแบบทดสอบ (Quiz settings) #

1.ตั้งชื่อข้อสอบและคำอธิบาย

2.ในส่วนการตั้งเวลา

  • วันแรกที่สามารถทำแบบทดสอบได้ (Open the quiz) – การกำหนดเวลาเพื่อเข้าถึงแบบทดสอบ ผู้เรียนไม่สามารถเข้าทำแบบทดสอบได้หากยังไม่ถึงเวลาที่กำหนด แต่จะสามารถเข้ามาอ่านรายละเอียดหรือหน้าแรกของแบบทดสอบก่อนได้ วันเปิด-ปิด ของแบบทดสอบจะแสดงให้ผู้เรียนเห็นผ่านทางหน้าแรกของแบบทดสอบ
  • วันสุดท้ายที่อนุญาตให้ทำแบบทดสอบ (Close the quiz) – หลังจากปิดการทำแบบทดสอบ ผู้เรียนจะไม่สามารถเริ่มต้นการทดสอบใหม่ได้ คำตอบที่นักเรียนส่งหลังจากวันปิดจะไม่ถูกนับคะแนน ถึงแบบทดสอบจะถูกปิดลงผู้เรียนจะยังสามารถดูรายละเอียดแบบทดสอบและทบทวนคำตอบได้ สิ่งที่ผู้เรียนสามารถมองเห็นจะขึ้นอยู่กับการตั้งค่า ที่ผู้สอนได้เลือกไว้
  • จำกัดเวลา (Time limit) – โดยค่าเริ่มต้นของแบบทดสอบจะไม่ได้มีการจำกัดเวลา ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีเวลามากพอที่ต้องทำแบบทดสอบ หากผู้สอนจำกัดเวลาในการทำแบบทดสอบ
  • เมื่อหมดเวลา (When time expires..) – มีสามทางเลือกว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเวลาหมด ผู้สอนสามารถเลือกรายการที่ต้องการจากเมนู dropdown menu
    -แบบทดสอบที่ทำอยู่จะถูกส่งโดยอัตโนมัติ (ค่าเริ่มต้นของระบบ)
    -ผู้เรียนสามารถส่งคำตอบหลังเวลาแบบทดสอบหมดได้ในช่วงเวลาผ่อนผันเพิ่มเติมที่กำหนด แต่ไม่สามารถทำแบบทดสอบเพิ่มได้
    -ผู้เรียนต้องส่งคำตอบก่อนเวลาแบบทดสอบจะหมดลง
    หากผู้สอนเลือก “มีช่วงเวลาผ่อนผัน … ” ผู้สอนสามารถเลือกช่องทำเครื่องหมายเพื่อเปิดใช้งาน “ระยะเวลาผ่อนผันการส่งข้อมูล” และระบุระยะเวลาที่ผู้เรียนอาจส่งคำถามหลังจากเวลาผ่านไป

3.ในส่วนของ Grades

Grade category – กำหนดหมวดหมู่ของคะแนน

Grade to pass – กำหนดเกณฑ์การผ่านแบบทดสอบ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับ “Activity completion” หรือนำไปเป็นเงื่อนไขในการทำกิจกรรมอื่นๆ

จำนวนครั้งที่ให้ตอบ (Attempts allowed) – ผู้สอนสามารถปรับจำนวนครั้งที่อนุญาตให้ทำ สำหรับกลุ่มหรือผู้ใช้ที่ต้องการได้

วิธีตัดเกรด (Grading method) – เมื่อจำนวนการตอบทำได้หลายครั้ง ผู้สอนสามารถใช้เกรดต่างๆเพื่อคำนวณหาคะแนนสุดท้ายของผู้เรียนในการทำแบบทดสอบ

4.ผู้สอนสามารถกำหนดว่าแบบทดสอบจะมีหน้าละกี่ข้อผ่านเมนู New page

และสามารถกำหนดการทำแบบทดสอบว่าจะถูกบังคับทำเรียงลำดับ หรือทำข้อไหนก่อนก็ได้แบบอิสระผ่านเมนู Navigation method

5.รูปแบบของคำถาม (Question behavior)

 

  • Deferred feedback – ผู้เรียนต้องตอบคำถาม และส่งคำตอบทั้งหมดก่อนที่จะมีการให้คะแนนหรือได้รับข้อเสนอแนะใด ๆ

  • Adaptive mode – ช่วยให้ผู้เรียนสามารถตอบคำถามข้อเดิมได้หลายครั้ง หากตอบผิดจะโดนหักคะแนนตามที่ตั้งไว้ ก่อนที่จะข้ามไปยังคำถามถัดไป

  • Interactive mode – หลังจากตอบหนึ่งคำถาม ผู้เรียนสามารถคลิกปุ่ม ‘ลองทำอีกครั้ง’ และอ่านคำแนะนำเพื่อตอบคำถามใหม่อีกครั้งได้ เมื่อผู้เรียนตอบคำถามถูกต้องแล้วพวกเขาก็จะไม่สามารถกลับมาตอบคำถามได้อีก เมื่อผู้เรียนตอบคำถามผิด (หรือถูกต้องบางส่วน) หลายครั้ง โดยแต่ละครั้งอาจมีข้อเสนอแนะที่แตกต่างกัน ตามจำนวนครั้งที่ผู้เรียนได้รับสิทธิ์ในการตอบ

  • Immediate feedback – คล้ายกับ Interactive mode การที่ผู้เรียนสามารถส่งคำตอบของตนเองได้ทันทีในระหว่างการตอบคำถามและรับคะแนน อย่างไรก็ตามพวกเขาสามารถตอบได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำตอบได้ในภายหลัง

  • Certainty-based marking (CBM) – ผู้เรียนไม่เพียงแต่ตอบคำถามเท่านั้น แต่ต้องยังระบุว่าพวกเขามีความมั่นใจในคำตอบมากขนาดไหน คะแนนที่ได้จะได้รับการปรับจากความมั่นใจของผู้เรียนในข้อนั้นๆ เพื่อให้ผู้เรียนต้องสะท้อนความซื่อสัตย์ในระดับความรู้ของตนเองเพื่อให้ได้คะแนนที่ดีที่สุด

 

6.ในส่วนนี้จะควบคุมข้อมูลที่ผู้เรียนจะได้รับ หลังจากที่พวกเขาได้ส่งคำตอบในการทำแบบทดสอบรูปแบบต่างๆ หรือในระหว่างการทำแบบทดสอบในแบบ Adaptive mode

7.สามารถเลือกได้ว่าจะให้โชวรูปของผู้ทำแบบทดสอบหรือไม่ หรือการกำหนดจุดทศนิยมของคะแนนแบบทดสอบ

8.ส่วน Extra restrictions on attempts

  • ต้องใส่รหัสผ่าน (Require password) – ผู้เรียนจะต้องกรอกรหัสผ่านก่อนถึงเข้าทำแบบทดสอบได้ เป็นประโยชน์มากหากผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนบางกลุ่มเข้าร่วมทำแบบทดสอบ และเป็นทริกอีกอย่างหนึ่ง หากกระบวนวิชามีผู้เรียนจำนวนมากที่ต้องเข้ามาตอบคำถามพร้อมกัน การตั้งรหัสผ่านยาวๆ จะช่วยลดภาระการโหลดของเซิร์ฟเวอร์ให้กระจายไปตามเวลา

  • ต้องมีที่อยู่เน็ตเวิร์ค (Require network address) – ผู้สอนสามารถจำกัดการเข้าถึงแบบทดสอบ เฉพาะกับเครือข่ายย่อยบน LAN หรืออินเทอร์เน็ตโดยการระบุรายการหมายเลขที่อยู่ IP เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการทำแบบทดสอบที่จัดทำขึ้น โดยผู้สอนต้องการให้แน่ใจว่ามีเฉพาะผู้ที่อยู่ในห้องเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงแบบทดสอบได้ ซึ่งมี 3 รูปแบบด้วยกัน

    1.ใช้ IP เต็ม (Full IP addresses) – เช่น 192.168.10.1 ซึ่งจะตรงกับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ Proxy เพียงเครื่องเดียว
    2.ใช้ IP บางส่วน (Partial addresses) – เช่น 192.168 ซึ่งจะใช้ได้กับเครื่องที่ขึ้นต้นด้วยตัวเลขดังกล่าวเท่านั้น
    3.ใช้แบบ CIDR (CIDR notation) – เช่น 231.54.211.0/20 ซึ่งจะช่วยให้สามารถระบุ subnet ที่ละเอียดมากยิ่งขึ้นได้

  • การหน่วงเวลาระหว่างการทำแบบทดสอบ (Enforced delay between attempts) – คุณสามารถตั้งเวลา (ตั้งแต่รายวินาทีถึงระดับสัปดาห์) ระหว่างการทำแบบทดสอบแต่ละครั้ง หรือจะตั้งค่าให้เริ่มหน่วงเวลาหากผู้เรียนทำแบบทดสอบถึงจำนวนที่ตั้งค่าเอาไว้ก็ได้

  • ความปลอดภัยของบราวเซอร์ (Browser security) – เป็นตัวเลือกที่ใช้เพื่อพยายามจำกัด วิธีที่ผู้เรียนอาจพยายาม ‘โกง’ ขณะทำแบบทดสอบ อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงแค่การจำกัดการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศบางอย่างเท่านั้น (เช่น ความสามารถในการค้นหาคำตอบได้อย่างรวดเร็วโดยใช้เครื่องมือค้นหา)

    -Require the use of Safe Exam Browser = บังคับใช้โปแกรม SEB ในการสอบเท่านั้น นักศึกษาจะต้องดาวน์โหลดโปรแกรมนี้ลงเครื่องก่อนทำข้อสอบ
    -Full screen pop-up with some JavaScript security = บังคับให้ Browser เปิด full screen และลบเมนูต่างๆออก

 

9.ส่วน Overall feedback ข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำจะแสดงขึ้น หลังจากผู้เรียนได้ทำแบบทดสอบเสร็จ โดยข้อความที่แสดงขึ้นอยู่กับคะแนนที่ผู้เรียนได้รับ

10.ส่วน Common module setting สามารถกำหนดให้แสดง หรือซ่อน แบบทดสอบ ในกรณีมีการสร้าง Group สามารถใช้ group mode ได้

11.ส่วน Restrict access สามารถเพิ่มเงื่อนไขในการเข้าสอบได้ โดยคลิกที่ปุ่ม “Add restriction”

12.ส่วน Activity completion จะสามารถตั้งค่าการ Tacking ได้

6.3.วิธีสร้างคำถามและกำหนดคะแนน #

1.เข้าไปในแบบทดสอบที่สร้างไว้ กดปุ่ม “Edit quiz”

2.กดปุ่ม “Add” โดยมีให้เลือก 3 แบบ

แบบที่ 1 “a new question” คือการสร้างคำถามใหม่

แบบที่ 2 “form question bank” คือเลือกคำถามมาจากคลังแบบทดสอบ

แบบที่ 3 “a random question” คือการสุ่มข้อสอบมาจากคลังข้อสอบที่สร้างไว้

3.ในกรณีเลือกสุ่มจากคลังข้อสอบ จะปรากฏหน้าให้เลือก category และจำนวนข้อที่ต้องการสุ่มมาใส่แบบทดสอบ

4.สามารถกำหนดคะแนนแบบทดสอบ ในช่อง “Maximum grade” แล้วกด “Save”

 

6.3.1.แบบปรนัย (Multiple Choice) #

แบบปรนัย (Multiple Choice)

สามารถตั้งค่าการทำแบบทดสอบได้ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ แบบมีคำตอบเดียว(Single-answer) และ หลายคำตอบ(Multiple-answer) โดยขั้นตอนการสร้างคำถามมีดังนี้

 

1.เพิ่มข้อสอบ

2.เพิ่มคำตอบ (Choice) และกำหนดคะแนน

3.ตั้งค่า เพิ่มข้อเสนอแนะ (Feedback) สามารถกำหนดให้มีหลายคำตอบได้ สลับตัวเลือก และ กำหนดหน้าตัวเลือกได้

4.เพิ่มตัวเลือก หากข้อที่ถูกต้องจะได้ grade “100%” หากข้อที่ผิดจะตั้งเป็น “None”

 

6.3.2.แบบจับคู่ (Matching) #

ผู้สอนต้องมีคำถาม(Question) และมีตัวเลือก(Answer) อย่างน้อยสองข้อ เพื่อทำการจับคู่ โดยผู้สอนสามารถกำหนดตัวเลือกเพิ่มเติมได้โดยให้ช่อง Question เว้นว่างไว้

1.ใส่ชื่อคำถาม และรายละเอียดของคำถาม และกำหนดคะแนน

2.ใส่คำถามและคำตอบที่ถูกต้อง

6.3.3.แบบเติมคำ (Short Answer) #

ในขณะการตอบ ผู้เรียนจะพิมพ์คำหรือวลีเพื่อตอบคำถาม (ซึ่งอาจรวมถึงรูปภาพด้วย) ซึ่งอาจจะมีคำตอบที่ตรงหรือไม่ก็ได้ ผู้สอนจำเป็นต้องกำหนดคำตอบที่มีความเป็นไปได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นผู้สอนควรกำหนดคำตอบที่ต้องการให้สั้นที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงคำตอบที่ถูกต้องแต่ไม่ตรงกับเฉลยที่ผู้สอนวางไว้

1.ใส่ชื่อและรายละเอียดของคำถาม และกำหนดคะแนน
2.ใส่คำตอบ ที่มีความเป็นไปได้ทั้งหมดที่ผู้เรียนจะสามารถพิมพ์ตอบได้

คำสั่งพิเศษสำหรับการตั้งค่าคำตอบ

คุณสามารถใช้เครื่องหมายดอกจัน (*) เพื่อเป็นตัวเชื่อมคำต่างๆ เช่น

ran*ing – หมายถึงคำตอบใดก็ตามที่ขึ้นต้นด้วย “ran” และลงท้ายด้วย “ing” จะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง
ใช้ “\*” หากคำตอบต้องใช้เครื่องหมายดอกจันจริงๆ
ตัวอย่างของการตั้งเกณฑ์การให้คะแนน
oxygen*fuel คะแนน 100% = คำตอบใดๆที่ขึ้นต้นด้วย oxygen และลงท้ายด้วย fuel จะได้คะแนนเต็ม
*fuel* คะแนน 50% = หากคำตอบมีเฉพาะคำว่า fuel จะได้คะแนนครึ่งเดียว
*air* คะแนน 40% = หากคำตอบมีเฉพาะคำว่า air จะได้คะแนน 40% เป็นต้น

6.3.4.แบบเรียงความ (Essay) #

คำถามประเภทเรียงความให้ตัวเลือกกับผู้เรียน ในการตอบโดยสามารถอัปโหลดไฟล์ หรือการตอบข้อความแบบออนไลน์ก็ได้

วิธีสร้างคำถามประเภทเรียงความมีลักษณะการสร้าง คล้ายกับการสร้างคำถามในรูปแบบอื่นๆ ความแตกต่างก็คือคำถามแบบเรียงความจะต้องมีผู้ทำการตรวจและให้คะแนน ต่างกับแบบอื่นที่ระบบสามารถตรวจคำตอบและให้คะแนนได้ทันที

1.ใส่ชื่อคำถามและรายละเอียด ของคำถาม และกำหนดคะแนน

2.ตั้งค่าส่วน Response Options

Response format = กำหนดรูปแบบของช่องรับคำตอบ

Require text = กำหนดให้ผู้เรียนต้องกรอกคำตอบในช่องคำตอบ

Input box size = กำหนดจำนวนบรรทัด

Allow attachments = กรณีให้แนบไฟล์สามารถกำหนดจำนวนไฟล์ที่แนบได้

Require attachments = บังคับให้ต้องส่งอย่างน้อยกี่ไฟล์

Accepted file types = กำหนดประเภทไฟล์ที่ส่ง

3.เป็นส่วนกำหนด Template เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้เรียนเขียนตาม

4.เป็นส่วนของการอธิบาย ในขั้นตอนการให้คะแนน โดยผู้เห็นจะเป็นผู้ตรวจข้อสอบ

6.4.วิธีสร้างหมวดหมู่ของคำถาม และการนำไปใช้ (Question categories) #

คุณสามารถจินตนาการหมวดหมู่คำถามเป็นโฟลเดอร์บนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปของคุณก็ได้ ซึ่งคำถามจะถูกเก็บไว้ในหมวดหมู่เหล่านี้ในลักษณะเดียวกับที่ไฟล์ของคุณเก็บไว้ในโฟลเดอร์

1.คลิกเลือกเครื่องหมายรูปฟันเฟืองมุมบน

2.ในส่วนของ “Question bank” เลือกเมนู “Categories”

3.จะปรากฏในหน้า Categries จากนั้นเลื่อนลงข่างล่าง

4.สามารถเพิ่มใหม่ในช่อง “Name” และสามารถเลือก “Parent category” จากนั้นกดปุ่ม “Add category”

5.เมื่อได้ category ที่สร้างไว้แล้ว สามารถย้ายข้อสอบเข้า category ได้โดยคลิกเลือกข้างหน้าข้อนั้น แล้วเลือก category จากนั้นกดปุ่ม “Move to>>”

6.5.การ Random คำถามจากคลังคำถาม #

หลังจากเราสร้างหมวดหมู่คำถามใน วิธีสร้างหมวดหมู่ของคำถาม และการนำไปใช้ (Question categories) เรียบร้อยแล้ว เราสามารถสร้าง Quiz ที่ random คำถามได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. เข้ามาที่ Quiz และคลิ๊กที่ Action menu -> Edit Quiz

2. .หน้า Editing quiz ให้คลิ๊กที่ Add -> random question

3. เลือกคำถามจาก Category เข้ามายังแบบทดสอบ
** ตัวอย่าง **
  – เพิ่มคำถามจาก Category ชื่อว่า “เนื้อหาตอนที่ 2” จำนวนทั้งหมด 47 ข้อ สุ่มมาจำนวน 5 คำถาม
 

จะได้คำถามลักษณะแบบนี้เป็นอันเสร็จสิ้น

6.6.การนำเข้าข้อสอบเป็นชุด โดยใช้ Aiken format #

1.ต้องทำการเตรียมไฟล์ก่อนการนำเข้า สามารถใช้โปรแกรม Microsoft Word หรือ โปรแกรม Notepad ในการสร้างไฟล์ชุดข้อสอบ

1.1. ตัวเลือกที่ 1 สร้างไฟล์ชุดข้อสอบโดยใช้โปรแกรม Notepad โดยจะต้องใช้ format คำถาม 1 บรรทัด เริ่มบรรทัดใหม่เป็นตัวเลือก และบรรทัดสุดท้ายคือเฉลยคำตอบ ดังรูปดังต่อไปนี้

1.2. ตัวเลือกที่ 2 สร้างไฟล์ชุดข้อสอบโดยใช้โปรแกรม Microsoft Word

เมื่อทำการสร้างไฟล์แล้ว ให้เลือก “Save As” เป็นไฟล์ Plain Text (*.txt).

2.หลังจากเตรียมไฟล์ชุดข้อสอบเสร็จแล้ว ให้เข้าไปที่กระบวนวิชา จากนั้นไปที่ เครื่องหมายรูปฟันเฟืองมุมบนขวามือ เลือกเมนู “More…”

3.เลือกเมนู “Import” ในส่วนของ Question bank

4. จะต้องอยู่ในแถบของ “Import” จากนั้นเลือก File format เลือก “Aiken format”

5.ในส่วน General หากมีการสร้าง category ใหม่เอง สามารถเลือก category ได้

6.เลือกไฟล์ชุดข้อสอบที่สร้างไว้ตั้งแต่ข้อแรก โดยสามารถคลิกเลือกไฟล์จากในพาธเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ สามารถลากไฟล์จากตำแหน่งที่บันทึกไว้เข้ามาในเขตเส้นประสีแดงได้ หลังจากนั้นคลิกปุ่ม “Import”

7.จะปรากฏหน้าชุดข้อสอบที่ Import เข้ามาแล้ว โดยสถานะสำเร็จแล้วจะขึ้นเป็นสีเขียว หากขึ้นเป็นสีแดง จะมีการแจ้งเตือนให้ไปเช็คไฟล์ชุดข้อสอบอีกครั้ง ซึ่งอาจจะทำผิด format ได้ จากนั้นคลิกปุ่ม “Continue”

8.หน้าชุดข้อสอบที่นำเข้าอยู่ใน Question bank หรือคลังข้อสอบเรียบร้อยแล้ว สามารถเช็คความถูกต้องของข้อสอบโดยเข้าไปที่เครื่องมือรูปฟันเฟืองเพื่อทำการแก้ไขได้ หรือคลิกที่เครื่องมือรูปแว่นขยายเพื่อดูภาพรวมข้อสอบข้อนั้น

9.จะปรากฏหน้าต่างใหม่ขึ้นมาเป็นคำถามและตัวเลือกที่สร้างไว้ สามารถเช็คความถูกต้องโดยทดลองเลือกคำตอบ แล้วกดปุ่ม “Check” หากเป็นคำตอบที่ถูกต้องจะขึ้นเครื่องหมายเช็คถูกสีเขียว หลังข้อที่เลือก

 

 

 

6.7.การดูตัวอย่างก่อนเปิดใช้งานจริง (Preview Quiz) #

การเข้าดูตัวอย่างของแบบทดสอบก่อนเปิดใช้จริง เป็นการตรวจสอบการใช้งานจริง ก่อนที่ผู้สอนจะนำแบบทดสอบนี้ไปใช้กับผู้เรียน เป็นการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าแบบทดสอบที่ผู้สอนออกแบบนั้นมีรูปแบบที่ผู้สอนต้องการจริงๆ ซึ่งมีวิธีการใช้งาน ดังนี้

1.คลิกที่ไอค่อนฟันเฟือง (Actions) บริเวณมุมขวาของแบบทดสอบ
2.เลือกเมนู “Preview” เพื่อเข้าดูตัวอย่างแบบทดสอบ

6.8.การเข้าดูรายงานผลของแบบทดสอบ (Quiz reports) #

จากหน้าของแบบทดสอบ
1.คลิกที่ไอค่อนฟันเฟือง (Actions) บริเวณมุมขวาของแบบทดสอบ
2.เลือกเมนู ดังภาพ

Grades = คะแนนของผู้เรียนทุกคนที่ทำแบบทดสอบ

Responses = ผลคำตอบที่ผู้เรียนเลือกตอบ

Statistics = สถิติต่างๆของแบบทดสอบ

Manual grading = การให้คะแนนสำหรับแบบทดสอบที่ต้องให้คะแนน  เช่น ข้อสอบแบบ essay

Archive = ผลการทำแบบทดสอบของผู้เรียนแต่ละคน แบบละเอียด

Group quiz = ในกรณีมีการแบ่งกลุ่มในวิชา สามารถดูผลได้แบบ Group

 

การแสดงผลในแบบต่างๆนั้น สามารถดาวน์โหลดข้อมูลลงเครื่องคอมพิวเอต์ได้ โดยสามารถ เลือก format ได้หลายรูปแบบดังรูป

7.การมีส่วนร่วมของผู้เรียน (Collaboration) #

ในหัวข้อนี้จะเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในคอร์สออนไลน์ โดยระบบมีเครื่องมือ Forum เพื่อให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถใช้สื่อสารการในระบบได้ โดยจะเป็นการสร้างกระทู้สำหรับการสนทนาทั่วไป

7.1.การใช้กระดานสนทนา (Forum) #

ก่อนเริ่มสร้างกระดานสนทนา ให้คลิกที่ “Turn editing on”
1.ทำการเพิ่มกิจกรรม “Forum”

2.ตั้งค่าให้กับ Forum ให้ตั้งชื่อในช่อง “Forum name” ในส่วนของ Forum type มีรายละเอียดดังนี้

  • A single simple discussion = เป็นการตั้งกระทู้หัวข้อเดียวโดยผู้เรียนจะสามารถ Reply ได้เท่านั้น
  • Each person posts one discussion = ผู้เรียนสามารถตั้งกระทู้ได้คนละ 1 หัวข้อเท่านั้น แต่สามารถเข้าไป Reply เท่าไหร่ก็ได้
  • Q and A forum = กระทู้คำถาม ผู้สอนจะเป็นผู้ตั้งคำถามขึ้น และผู้เรียนจะต้องตอบคำถามนั้นจึงจะเห็นคำตอบของผู้เรียนคนอื่นได้
  • Standard forum displayed in a blog-like format = เป็นการตั้งกระทู้ในลักษณะเหมือนกับ Blog ผู้เรียนสามารถตั้งกระทู้ถามได้อย่างอิสระ
  • Standard forum for general use = การตั้งกระทู้แบบทั่วไปที่ทั้งผู้สอนและผู้เรียนสามารถตั้งกระทู้ หรือตอบกระทู้ได้อย่างอิสระ (ค่าเริ่มต้นของระบบ)

3.ตั้งค่าการแนบไฟล์และจำนวนคำ (Attachments and word count)

  • Maximum attachment size = การตั้งค่าขนาดของไฟล์ที่สามารถโพสใน Forum ได้ หากไม่ต้องการสามารถเลือก Uploads are not allowed ได้
  • Maximum number of attachments = จำนวนไฟล์ที่สามารถแนบได้ต่อการโพสใน Forum 1 ครั้ง
  • Display word count = แสดงจำนวนคำในแต่ละการโพส

4.ตั้งค่าการติดตามกระทู้ (Subscription and tracking)

การติดตามคือ ในการเคลื่อนไหวของกิจกรรมนี้จะมีการส่งแจ้งเตือนไปยังอีเมลของผู้เรียนและผู้สอน

Subscription mode = ตัวเลือกสำหรับการติดตามกระทู้ใน Forum

  • Optional subscription คือการให้ผู้เรียนหรือผู้สอนเลือกที่จะติดตามได้ด้วยตนเอง
  • Forced sbuscription คือการบังคับให้ผู้เรียนและผู้สอนต้องติดตามโพสในกระทู้
  • Auto sbuscription คือค่าเริ่มต้นจะตั้งให้ทำการติดตามอัตโนมัติแต่ผู้เรียนสามารถเลือกที่จะไม่ติดตามภายหลังได้
  • Subscription disabled คือการปิดการตั้งค่าการติดตาม

Read tracking = ใช้สำหรับการติดตามกระทู้ เช่นกระทู้ใดที่อ่านไปแล้วหรือยังไม่ได้อ่านบ้าง

5.การตั้งค่าการเข้าถึงกระทู้ (Discussion locking)

Lock discussions after period of inactivity = สามารถกำหนดได้ว่าหากไม่มีการเคลื่อนไหวใน Forum เป็นเวลาเท่าใดจะให้ปิดการเข้าถึงอัตโนมัติ

6.การตั้งค่าจำกัดจำนวนที่สามารถโพสได้ (Post threshold for blocking)

  • Time period for blocking = กำหนดจำนวนวันเพื่อการกำหนดค่าจำนวนการโพสต่อจำนวนวันที่ต้องการ
  • Post threshold for blocking = จำนวนโพสมากที่สุดที่สามารถโพสได้ (หากเกินจะถูกจำกัด)
  • Post threshold for warning = จำนวนโพสที่จะถูกเตือน

7.การตั้งค่าการให้คะแนน (Grade)

ใน Forum นั้นสามารถให้คะแนนได้เช่นกัน แต่ต้องทำการเลือกที่ Ratings ในหัวข้อ Aggregate type ก่อนว่าจะเลือกการให้คะแนนแบบใด

แล้วจึงสามารถกำหนดคะแนนที่ผ่านได้ ซึ่งการให้คะแนนนั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกับในหัวข้อ Assignment

 

 

7.2.การตั้งกระทู้ถาม-ตอบ (Q&A discussion) #

Q&A discussion นั้นมีลักษณะคล้ายกับ Forum แต่จะแตกต่างกันที่วัตถุประสงค์ในส่วนของ Rating and reputation

ซึ่งจะสามารถกำหนดได้ว่าจะให้แสดงกระทู้ที่มีการตอบแบบใดก่อนได้แก่ Solved หรือ Helpful ซึ่งส่วนที่เหลือจะเหมือนกับ Forum

 

8.คะแนนและการรายงาน #

8.1.การแก้ไขคะแนน #

1.เลือกเมนู “Grades” ให้เลือกแทบ ” View” แทบล่างเลือก “Grader report”

2.กดไอค่อน “ดินสอ” ที่ชื่อของสมาชิกภายในคอร์สหรือ Activity ที่ต้องการแก้

3.ผู้ใช้งานสามารถแก้ไขคะแนนได้ที่เมนู “GRADE”


4.เมื่อแก้เสร็จให้กด “Save”

8.2.การ export คะแนนไปยัง Excel #

 

1.คลิกที่เมนู Grades

2.ให้เลือกแทบที่ชื่อ “Export” แล้วเลือก “Excel spreadsheet”

3.กดปุ่ม “Download” จะได้ไฟล์ excel อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถนำไฟล์ไปใช้งานต่อไปได้

 

8.3.การ import คะแนน #

การ Import คะแนนจะต้องใช้รูปแบบไฟล์ที่มีการอ้างอิงถึงกันได้กับระบบ โดยจะแนะนำให้ใช้ Email ของผู้เรียนในการอ้างอิง สารมารถ Export Email ของเรียนจากหัวข้อ”การ export คะแนนไปยัง Excel” ข้างต้น และจะต้องบันทึกให้เป็นไฟล์นามสกุล .CSV โดยจะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆดังนี้

1. การเตรียมไฟล์ .CSV เพื่อ Import

1.1 เปิดไฟล์ Excel ที่ผู้ใช้ต้องการทำการ Import คะแนนกลับไปยังระบบ โดยจะต้องมีรูปแบบตามรูปตัวอย่างด้านล่าง โดยแถวแรกจะเป็นชื่อหัวข้อของข้อมูลที่จะ Import และจะต้องใช้ Email ในการจับคู่ข้อมูลที่จะทำการ Import ข้อควรระวัง ห้ามมีช่องว่างหากไม่มีข้อมูลให้ใส่เครื่องหมาย ” – ” และ Email ที่จะใช้จับคู่ข้อมูลเพื่ออ้างอิงต้องตรงกันเท่านั้นและบังคับให้ใช้เฉพาะอักษรภาษาอังกฤษเท่านั้น

1.2 บันทึกไฟล์เป็น .CSV

  • เลือกเมนู File ที่มุมบนซ้าย

  • เลือกหัวข้อ Save As > Browse

  • พิมพ์ชื่อเอกสารที่ช่อง File name

  • เลือกนามสกุลไฟล์ที่จะทำการบันทึกเป็น “CSV (MS-DOS)”

  • กด ” Save “

3. การ Import file เข้าสู่กระบวนวิชา ไปที่เมนู “Gades” จากนั้นไปที่แทบ “Import” เลือกแทบล่าง “CSV file” จากนั้นเลือกไฟล์ที่เตรียมไว้ในเครื่อง

4.คลิกที่ปุ่ม “Upload grades”

 

5.จะปรากฏหน้าใหม่ ในส่วน “Identify user by” ให้เลือก “Map from” และ “Map to” เป็น “Email address” เพื่อให้ตรงกัน

6.กดปุ่ม “Upload grades”

7.หากอัพโหลดสำเร็จจะขึ้นสถานะสีเขียว “Grade import success” กดปุ่ม “Continue”

 

9.รายงานติดตามผล #

9.1.การเข้าดูรายงานการทำกิจกรรม #

ในส่วนนี้จะเป็นวิธีการดูรายละเอียดของการ Tacking ภายในคอร์ส

1.คลิ๊กที่ไอค่อน “ฟันเฟือง” ที่แทบด้านบนของคอร์ส

2.เลือกเมนู “More…

3.เลือกแทบ “Reports” แล้วเลือก “Activity completion”

9.2.การกำหนดเงื่อนไขในการสำเร็จกระบวนวิชา (Course completion settings) #

คลิ๊กที่เมนู “Turn editing on” ก่อนทำการตั้งค่า

1.คลิ๊กที่ไอค่อน “ฟันเฟือง” ที่แทบด้านบนของคอร์ส
2.เลือกเมนู “Course completion”
3.ในส่วนของ course completion setting จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ คือ Course completion, Default activity completion และ Bulk edit activity completion

1.Course completion

ในส่วนนี้จะเป็นการตั้งค่าทั่วไปสำหรับการ Tracking หลักภายในคอร์สโดยมีหัวข้อดังต่อไปนี้

  • General จะเป็นการตั้งค่าทั่วไปเมื่อมีการทำกิจกรรมนั้นๆ
  • Condition: Activity completion จะเป็นการตั้งค่าเงื่อนไขการผ่าน Activity นั้นๆก่อนถึงจะมีการ Tracking
  • Condition: Completion of other courses จะเป็นการตั้งค่าเงื่อนไขการผ่าน Course นั้นๆก่อนถึงจะมีการ ๅTracking
  • Condition: Date จะเป็นการตั้งเงื่อนไงเวลาของ Activity
  • Condition: Enrolment duration จะเป็นการตั้งเงื่อนไงเวลาของการ Enroll เข้ามาภายในคอร์ส
  • Condition: Unenrolment จะเป็นการตั้งเงื่อนไงของการเปิดงานใช้ Tracking สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีการ Enroll เข้ามาภายในคอร์ส
  • Condition: Course grade จะเป็นการตั้งเงื่อนไงการให้คะแนนของ Tracking
  • Condition: Manual self completion จะเป็นการตั้งค่าให้ผู้ใช้งานกด Tracking เอง
  • Condition: Manual completion by others จะเป็นการตั้งค่าให้ผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์สูงกว่ากด Tracking

2.Default activity completion

ในส่วนนี้จะเป็นการตั้งค่าทั่วไปสำหรับการ Tracking สำหรับ Activities ต่างๆภายในคอร์สโดยแต่ละ Activities จะมีการตั้งค่าที่ต่างกันออกไป

3.Bulk edit activity completion

ในส่วนนี้จะเป็นการตั้งค่าทั่วไปสำหรับการ Tracking สำหรับ Activities ต่างๆที่สร้างขึ้นมาภายในคอร์ส

9.3.การเข้าดูสถิติของกระบวนวิชา #

ในส่วนของหน้านี้จะเป็นการแสดงรายละเอียดข้อมูลการใช้งานของแต่ละ Activity

1.คลิ๊กที่ไอค่อน “ฟันเฟือง” ที่แทบด้านบนของคอร์ส

2.เลือกเมนู “More…

3.เลือกแทบ “Reports” แล้วเลือก “Activity report”